ความสูญเสียมีซุกซ่อนอยู่นั้น มีอยู่ในทุกๆ ธุรกิจเพียงแต่ว่า สัดส่วนของความสูญเสียนั้น แตกต่างๆกันไป
เราอาจแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร
1.ความสูญเสียที่เกิดจากเครื่องจักรเสีย
ความสูญเสียนี้ เกิดจากการที่เครื่องจักร ไม่สามารถผลิตสินค้า หรือไม่สามารถให้บริการ ได้ตามที่ต้องการ ขอให้มองปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เริ่มจากการจุดที่ ลงทุนซื้อเครื่องจักรมานั้น ทุกธุรกิจ ได้ทำการคำนวณการคุ้มทุน ในการลงทุน เพื่อซื้อเครื่องจักรมา ว่าสามารถคืนทุน ได้ในระยะเวลากี่ปี การดำเนินการนี้นั้น ท่านทำการคำนวนที่การผลิตเกิดขึ้น 24 ชั่วโมง 7 วัน ต่อสัปดาห์ หรือ 365 วันต่อปี บางครั้งอาจลบเวลา ในการซ่อมบำรุงไว้สัก 10 วันต่อปี นั่นหมายความว่า ต้องเดินเครื่องจักรได้ 355 วันต่อปี แต่เมื่อเกิดเครื่องเสียนั้น เรามาสามารถที่จะทำการผลิต หรือให้บริการได้ ตามที่คำนวนมา
อีกทั้งในตอนที่เรา รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามานั้น เราไม่ได้คาดคิดว่าเครื่องจักร จะเสียทำให้เกิดความเสี่ยง ต่อการที่จะไม่สามารถ ส่งของให้ลูกค้าได้ตามที่ รับปากกับลูกค้าไว้ ในบางหน่วยงาน อาจถึงกับวางแผน ที่จะทำการผลิต เพื่อเก็บไว้เป็นสต็อก เพื่อที่จะสามารถส่งของ ให้ลูกค้าได้ในตอนที่เครื่องเสีย แต่เราอย่าลืมว่า การที่เราเก็บสินค้าไว้ในสต็อกนั้น ก็เกิดความสูญเสียที่ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องมีการดูแล รักษาสินค้าที่เก็บไว้เ พื่อไม่ให้เสียหาย ต้องลงทุนเ พื่อที่จะสร้างคลังสินค้า หรือเราต้องมีที่เก็บสินค้าไว้ ทำให้ต้องมีการลงทุนมากขึ้นซึ่งจะมีผล ต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทได้ อีกทั้งอาจต้องแบกรับภาระ ของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก
ในระหว่างที่เครื่องเสียนั้น ค่าใช้จ่ายโสหุ้ยต่างๆ ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า สินค้าที่ผลิตนั้นได้จำนวนที่น้อยลง (เพราะเสียเวลาในการผลิต ไปกับการซ่อมเครื่องจักรแล้ว) แต่ค่าใช้จ่ายยังคงที่ ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้น สูงกว่าตอนที่เคื่องจักรเดินได้

2.ความสูญเสียที่เกิดจากการหยุดเพื่อซ่อมบำรุง
ในบางหน่วยงาน เพื่อเป็นการลดความสูญเสีย ที่ทำให้เกิดเครื่องจักรเสียน้อยลง ก็ได้จัดให้มีการบำรุงรักษาเ พื่อเป็นการรักษาสภาพ ของเครื่องจักรไว้ ไม่ให้เกิดความเสียหาย เมื่อต้องการใช้งาน ถ้าหน่วยงานของท่านเ ป็นหน่วยงานที่มีรายได้ จากการซ่อมบำรุง เช่นผู้รับเหมาทำงานบำรุงรักษาต่างๆ ก็คงไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด แต่หน่วยงานของเราแ ละท่านส่วนใหญ่เป็นงาน เพื่อการผลิต เพื่อนำไปขาย เราซื้อเครื่องจักรมาเ พื่อทำการผลิต ไม่ได้ซื้อมาเพื่อซ่อมบำรุง ดังนั้นทำอย่างไร ที่จะทำให้เราสามารถ ลดทั้งจำนวนครั้ง ที่ต้องทำการหยุด เพื่อซ่อมบำรุงลง และลดระยะเวลา ที่ใช้ในการซ่อมบรุง แต่ละครั้งให้สั้นที่สุด เพราะระหว่างที่หยุดเครื่องจักร เพื่อทำการบำรุงรักษา เรามาสามารถทำการผลิตได้ แต่ค่าใช้จ่ายยังเดินไปเรื่อยๆ

3.ความสูญเสียที่เกิดจากปรับเปลี่ยนงาน
ความสูญเสียนี้เกิดขึ้น เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการผลิต จากการที่เราทำการผลิตผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่ง ในช่วงที่ทำการเปลี่ยนนั้น ไม่สามารถทำการผลิตได้ แต่อย่าลืมว่าทุกนาทีที่เดินไปนั้น คือค่าใช้จ่ายที่งอกตามไปด้วย อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ตอนที่เปลี่ยนงานทำให้ผลิตไม่ได้ ดังนั้นเราต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนงานน้อยที่สุด และเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำการผลิตมากๆ แล้วเก็บเป็นสต็อกไว้ก่อน เพราะเราอาจไม่ได้ขายสิ่งที่เราผลิตเก็บ ไว้เพราะเป็นการผลิตโดยที่ไม่มีคำสั้งซื้อ เราต้องหาทางจัดการ กับความสูญเสียนี้อย่างถูกต้อง โดยทำให้เราเปลี่ยนแปลงการผลิตน้อยที่สุด โดยการทำให้สายการผลิตนั้น สามารถผลิตได้หลายๆ ผลิตภัณฑ์ โดยที่ไม่ต้องหยุดเพื่อเปลี่ยนงาน หรือหากจำเป็น ก็ต้องทำให้การเปลี่ยนงานนั้น ทำโดยใช้เวลาที่สั้นที่สุด
ทั้งนี้ไม่ได้สนับสนุน ให้มีสายการผลิตมากๆ เพื่อที่จะไม่ต้องทำการ เปลี่ยนงานบ่อยๆ โดยการมีสายการผลิต เท่ากับผลิตภัณฑ์ที่ต้องผลิต วิธีนี้คงใช้ได้ กับบริษัทที่มีเงินมากๆ เท่านั้น ถ้าเราลดค่าใช้จ่ายลงอีกนิด โดยการที่มีสายการผลิตสำรองไว้ เมื่อเดินสายการผลิตนี้อยู่ ก็ไปทำการเปลี่ยนงาน ที่อีกสายการผลิตหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการผลิต อย่าลืมว่าการที่ทำเช่นนี้ได้นั้น เราต้องมีสายการผลิตที่เหมือนกันทุกประการ คือต้องใช้อะไหล่ ทุกอย่างเหมือนกัน เป็นเครื่องรุ่นเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถทำให้ผลิตทุกอย่าง ได้เหมือนกัน เท่ากับเราต้องเก็บอะไหล่ไว้อย่างมากทีเดียว

4.ความสูญเสียที่เกิดจากการเปลี่ยนมีด สิ่งที่สึกหรอ ก่อนกำหนด
ในหน่วยงานทุกหน่วยงาน ย่อมต้องมีสิ่งของที่ใช้แล้วสึกหรอ หรือมีอายุการใช้งานสั้นอยู่ การที่เราจะใช้งาน ได้อย่างเต็มอายุการใช้งานหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สมมุติว่าอายุการใช้งาน ของของชิ้นหนึ่งเท่ากับ 3000 ชั่วโมง ในราคา 300 บาท หรือคิดเป็น 0.1 บาทต่อชั่วโมง แต่เราใช้ไปได้เพียง 2000 ชั่วโมงก็หมดอายุการใช้งาน ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงคิดเป็น 0.15 บาทต่อชั่วโมง จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน หากในหน่วยงานของเรา มีชิ้นส่วนที่สึกหรอได้อยู่หลายๆ ชิ้นแต่เราไม่สามารถ ที่จะใช้งานได้อย่างเต็มอายุการใช้งานแล้ว ผู้ที่ขายชิ้นส่วนให้เราคงยิ้มแน่นอน เราคงต้องทำให้สามารถใช้งาน ได้ตามอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ เป็นอย่างน้อยที่สุด แต่คงไม่พอใจ กับการที่เราสามารถใช้งาน ได้ตามอายุการใช้งานของชิ้นส่วนนั้นเท่านั้น หากเราไปซื้อรถมาใช้สักคัน ผู้ผลิตรถอาจรับประกันชิ้นส่วน 2 ปี หรือ 100,000 กม. เราคาดหวังเพียงว่าสามารถใช้งานได้ 100,000 กม. แล้วพังใช้งานไม่ได้หรือไม่ คำตอบก็คงทราบดีอยู่ทุกคน สิ่งที่น่าสนใจคือว่า อายุการใช้งานที่เขากำหนดมาให้เรานั้น เป็นอายุการใช้งานขั้นต่ำที่มีเงื่อนไขบางอย่าง กำกับไว้เช่นอาจมีคำว่าภายใต้การทำงานปรกติ (นั้นคือหากเราใช้งานตามปรกติ แล้วชิ้นส่วนนั้นเสียหาย เราสามารถที่จะเรียกร้อง การชดเชยจากผู้ผลิตชิ้นส่วนได้) เมื่อเป็นอายุการใช้งานขั้นต่ำ ดังนั้นเรามีโอกาสสูงมาก ที่จะสามารถใช้งาน ได้มากกว่าอายุการใช้งาน ที่กำหนดหากเรารักษาเงื่อนไขการทำงานในสภาพปรกติไว้ได้ นั่นคือกำไรที่เกิดขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่า การที่เราไม่สามารถใช้งาน ได้ตามอายุการใช้งานของมันนั้นเกิดความสูญเสีย ที่ซ่อนอยู่อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

5.ความสูญเสียที่เกิดจากการเดินเครื่องไม่ได้ความเร็วที่กำหนด หรือเดินเครื่องตัวเปล่า
เมื่อตอนที่เราซื้อเครื่องจักรมาทำใหม่ๆ นั้น เราสามารถที่จะเดินเครื่อง ได้ตามความเร็ว ที่ผู้ผลิตเครื่องจักร รับรองมาได้เป็นอย่างดี (เพราะถ้าเดินไม่ได้เ ราคงไม่รับมอบเครื่องจักรนั้น มาอย่างแน่นอน) หลังจากนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่าหากเดินเร็วๆ เครื่องจะผลิตของเสียออกมา ถ้าเราลดความเร็วลง ของที่ผลิตออกมาก็จะไม่เสีย หรือจะเป็นเพราะปัญหา การที่เครื่องจักรต้องเดินตัวเปล่า เพื่อรอให้เครื่องจักร ในกระบวนการถัดไป ทำการซ่อม ก็ต้องถือว่า เป็นความสูญเสียทั้งสิ้น
สมมุติว่าเครื่องจักรของเรานั้น มีความเร็วอยู่ที่ 60 ชิ้นต่อนาที (ตอนติดตั้งใหม่ๆ) แต่ต่อมาไม่ว่าจะเกิดจาก การที่ผลิตของเสียออกมา เมื่อเดินเร็วๆ หรือพนักงานไม่มีความชำนาญ ในการเดินเครื่อง ทำให้ไม่สามารถที่จะผลิตได้ตามเดิม จึงต้องลดความเร็ว ในการเดินลงเป็น 59 ชิ้นต่อนาที ดูเหมือนว่าลดลงเพียงเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าเราลดลงนาทีละ 1 ชิ้น นั่นหมายความว่าทุกๆ 1 นาที ของที่เราน่าจะผลิตได้ หายไปแล้ว 1 ชิ้น ทุกๆ 1 ชั่วโมงก็หายไป 60 ชิ้น ทุกกะ (8 ชั่งโมง) ก็หายไป 480 ชิ้น (60×8=480) ถ้า 1 เดือนเดิน 26 วัน ก็หายไป 12,480 ชิ้น (60x8x26=12,480) หรือเท่ากับ เราทำเวลาหายไปเปล่าๆ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าเราอยู่ในสถานะการณ์อย่างนี้ 1 ปี เราจะมีความสูญเสียเท่าไร

6.ความสูญเสียที่เกิดจากการหยุดสั้นๆ
เคยหรือไม่ ที่เดินเครื่องมาแล้ว พบปัญหาว่ามีชิ้น ไปติดบนสายพาน จนเครื่องจักรต้องหยุด หลังจากนั้น ก็ทำการหยิบชิ้นงานที่ติดอยู่ ออก แล้วเดินเครื่องต่อได้ เราเรียกว่าความสูญเสีย ที่เกิดจากการหยุดสั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง เกิดจากการที่เครื่องจักร เสียแต่ใช้เวลาในการซ่อมกลับมานั้นสั้นมากๆ แต่ช่วงนั้นเครื่องจักร ต้องหยุดทำงาน เราก็รวมเรียกว่าการหยุดสั้นๆ เช่นกัน
การหยุดสั้นๆ นี้ ดูเหมือนไม่น่าจะทำความเสียหาย ให้กับการผลิตแต่อย่างใด ลองดูมาคิดดูแบบนี้ หากเรามีการหยุดสั้นๆ เกิดขึ้น หนึ่งครั้งคิดเป็นเวลา 1 นาที ในหนึ่งวันเราหยุดแบบนี้ 3 ครั้ง ก็เท่ากับ 3 นาที หนึ่งเดือนเราก็สูญเสียไปไม่มากเพียง 78 นาทีหรือ 1 ชั่งโมง 18 นาที แต่ในสภาพการทำงานจริงๆ แล้วการหยุดสั้นๆ มีมากกว่า 1 นาที และมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ก็จะเห็นว่าความสูญเสีย เริ่มมหาสารเพียงใด

7.ความสูญสียที่เกิดจากการเริ่มต้นเดินเครื่อง
หลังจากที่เครื่องจักรต้องหยุดไป ไม่ว่าจะเกิดจากเครื่องเสีย หรือเกิดจากการหยุดสั้นๆ หรือว่าหลังจากที่ทำการหยุด เพื่อซ่อมบำรุง เราต้องทำการเริ่มต้น เดินเครื่องขึ้นมาใหม่ ทำให้เราต้องเริ่มต้น ที่จะต้องอุ่นเครื่องทำความร้อนต่างๆ ใหม่ เริ่มที่จะต้องทำความเย็นของเครื่องทำความเย็นขึ้นมาใหม่ ในระหว่างนี้ เราไม่สามารถทำการผลิตได้ ต้องเกิดการรอเกิดขึ้น อีกทั้งพลังงานที่เราใส่เข้าไป เพื่อให้เครื่องร้อนขึ้น หรือเย็นลง ในช่วงเริ่มต้นนั้นจะสูงกว่า ที่เราเพียงรักษาอุณหภูมิเอาไว้อย่างมาก และในบางกระบวนการ ต้องใส่วัตถุดิบเข้าไป เพื่อเริ่มการผลิตก่อน ที่จะทำการผลิตจริง แต่ของที่ออกมาในช่วงต้นๆ นั้นไม่สามารถใช้ได้ ของเหล่านี้เป็นความสูญเสียทั้งสิ้น

8. ความสูญเสียที่เกิดจากการผลิตของเสีย
ของเสีย หมายถึงของที่ไม่ได้คุณภาพ เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ มีทั้งที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจ และเกิดขึ้นอย่างตั้งใจ ที่บอกว่ามีแบบที่ตั้งใจนั้น ก็คือของเสียที่เกิดจาก การที่เรานำผลิตภัณฑ์นั้น ไปทำการทดสอบแบบทำลาย
ของเสียนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
8.1 เสียทิ้ง ซึ่งจะหมายถึงของเสียที่ผลิตออกมาแล้ว และไม่สามารถทำการซ่อม เพื่อให้กลับมาเป็นของดีได้อีก ซึ่งความสูญเสียแบบนี้จะเกิดขึ้นน้อยกว่า
8.2 เสียซ่อม หมายถึงของเสียที่ผลิตออกมา แต่สามารถที่จะทำการซ่อม หรือแก้ไขเล็กน้อยแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ของเสียประเภทนี้ จะมีความสูญเสียมากกว่าแบบแรกมาก
ขอให้ทำความเข้าใจดังนี้ ของเสียที่ทำการซ่อมนั้น ถ้าเราดูในแง่ของจำนวน จะพบว่าของเสียที่นำมาซ่อมทั้งหมด สมมุติว่า 100 จะไม่สามารถที่กลับมา เป็นของที่ดีทั้งหมดจะต้องมีที่ซ่อมแล้ว ใช้ไม่ได้อยู่อีก ของที่คิดว่าใช้ได้นั้น ก็ใช้ได้ไม่สมบูรณ์มีตำหนิ อาจขายเป็นประเภทเกรด 2 ของที่คิดว่าดีจริงๆ ก็จะปนไปกันของดีที่ผลิตออกมา เมื่อไปถึงลูกค้าหากลูกค้าตรวจพบ ลูกค้าก็อาจอนุมาณไปว่า ของที่ผลิตมาทั้งหมด เป็นของไม่ดี หรือที่เรียกกันว่า ปฏิเสธยกล็อตได้ จะเห็นได้ว่าไม่คุ้มกันเลย กับการที่เอาของดีทั้งหมด ไปแลกกับของซ่อมเพียงไม่กี่ชิ้น
ลองมาดูที่ของที่เป็นเกรด 2 บ้าง ของแบบนี้ เราจะต้องขายในราคาที่ถูกกว่าของดีมาก ในขณะที่ต้นทุนที่ผลิตสูงกว่ามาก เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมเพิ่มเข้ามาอีก
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ทิ้งของเสียไปทั้งหมด เพราะมีแต่เสียกับเสีย แต่อยากให้เปลี่ยนความคิดที่ว่า ของเสียเป็นสิ่งที่ต้องมี เป็นสิ่งที่รับได้ ไปสู่การไม่ผลิตของเสีย ถ้าเราไม่ผลิตของเสีย เราก็ไม่ต้องมาสนใจ ต่อกิจกรรมการซ่อม การขายของเกรด 2 อีกต่อไป

ความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน
1.ความสูญเสียที่เกิดจากการบริหารงานหรือการจัดการ
ความสูญเสียนี้เกิดขึ้น จากการที่ไม่สามารถจัดให้พนักงาน กับงานที่ต้องทำนั้น สอดคล้องกัน การจัดคนไม่พอกับงาน ก็จะทำให้การทำงานล่าช้า ไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ แรงงานไม่เพียงพอ การจัดคนล้นงาน ก็จะทำให้เกิดคนว่างงาน ไม่รู้ว่าจะให้แต่ละคน ทำอะไรใช้แรงงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การจัดงานไม่ทันคน ทำให้เกิดการคอยงานเกิดขึ้น รวมถึงการที่ต้องให้พนักงาน มารอการสั่งงาน จากหัวหน้างานก่อนเริ่มงาน หรือการที่ให้พนักงาน รอการตัดสินใจต่างๆ จากฝ่ายจัดการ นี้เป็นความสูญเสีย ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ ไม่ทราบ หรือทราบ แต่พยายามมองข้ามไปว่า ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่แท้จริงแล้ว ความสูญเสียแบบนี้ ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะเป็นวัฒนธรรม ที่ไม่ดีต่อการทำงานต่อไป

2.ความสูญเสียที่เกิดจากการจัดโครงสร้างการทำงานที่ไม่เหมาะสม
การจัดโครงสร้างการบริหารนั้น ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ ในทุกองค์กร ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม ต่อองค์กรนั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคำนึงถึงความรวดเร็ว ในการทำงาน การที่ให้มีการตรวจสอบ ซึ่งกัน และกัน และที่สำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบ การทุจริตได้ด้วยนั้น เป็นการองค์กรที่ดี แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือสามารถส่งมอบของ ให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที องค์กรบางครั้ง ที่ให้มีการตรวจสอบกันอย่างมากมาย ก็ก่อให้เกิดความล่าช้า ในการดำเนินการได้ เช่นจะเบิกอะไหล่สักชิ้นหนึ่ง ต้องไปเดินหาผู้จัดการฝ่ายผลิต ให้อนุมัติกลับมา ตรวจสอบที่คลังอะไหล่ พบว่าราคาแพงมากๆ ต้องไปให้ผู้จัดการโรงงาน อนุมัติอีกทีหนึ่ง เพียงแค่นี้เราก็เสียเวลา ไปกับการหาคนเซ็นชื่อ เข้าไปหลายนาที หรืออาจเป็นชั่วโมงก็ได้ การจัดโครงสร้างนั้น บางครั้งมองที่คนทำงานมากกว่า มองที่หน้าที่ของงาน คือถ้าไว้ใจใคร ก็จะให้คนนั้นทำงาน โดยไม่มองว่างานนี้ ควรที่จะต้องเป็นความรับผิดชอบ ของฝ่ายไหน ทำให้การทำงานติดขัดได้ บางทีจัดให้หน่วยงานวิศวกรรม เป็นเพียงระดับหน่วย ซึ่งรายงานตัวต่อฝ่ายผลิต บางทีก็จัดให้แผนกควบคุมคุณภาพ ไปรายงายต่อผู้จัดการฝ่ายผลิต ทำให้ขาดการตรวจสอบ ซึ่งกัน และกันได้ ในบางองค์กรถึงกับ ต้องมีการจัดการหมุนงานกันทำ ในทุกๆ ตำแหน่งในระดับจัดการ เพื่อให้เข้าใจงานของอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย

3.ความสูญเสียที่เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้งาน
ในการทำงาน ที่ต้องใช้พนักงานเป็นหลักนั้น การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ถือเป็นการทำให้พนักงานเหนื่อยล้ามากขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพ ในการทำงานของพนักงาน ก็จะน้อยลงเนื่องจากความเหนื่อยล้า เราต้องมาสนใจว่า การเคลื่อนไหวของพนักงาน ในจุดใดที่เคลื่อนไหว แบบเกินเอื้อมบ้าง เพื่อลงความเมื่อยล้าลง อีกทั้งยังต้องมองว่าการเคลื่อนไหวใด ที่ไม่ก่อใก้เกิดมูลค่า เพื่อต่อสินค้าบ้าง เช่นการที่เราต้องมีพนักงาน 1 คนในการยกลัง จากสายพานด้านซ้าย ไปวางไว้ที่สายพานด้านขวา (เหมือนตามร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้าน) นั้นเป็นความสูญเสีย เพราะสินค้าไม่ได้มีมูลค่ามากขึ้น จากการทำเช่นนี้

4.ความสูญเสียจากการวางแผนไม่สอดคล้องต่อความต้องการ
สิ่งที่เราขายนั้น เราต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ถ้าเราไปทำการผลิตในสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ เราก็ขายไม่ได้ นั้นคือเราทำการผลิตเพื่อเก็บสต็อก การผลิตเพื่อสต็อกนั้น เป็นการผลิตที่อันตรายมากๆ เนื่องจากเป็นการที่เราเสียวัตถุดิบ แรงงาน พลังงานไปในการผลิตแล้วรอว่าจะมีคนมาซื้อ หากตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่สามารถขายของไม่ได้ แต่วัตถุดิบต่างๆ ได้ถูกใช้ไปแล้ว ไม่สามารถที่จะแปลเปลี่ยนไปทำ เพื่อทำการผลิตอย่างอื่น ที่ลูกค้าต้องการได้ ดังนั้นในการวางแผนการผลิตนั้น ต้องทำบนข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้

5.ความสูญเสียที่เกิดจากการวัดและปรับแต่ง
ความสูญเสียนี้ มีทั้งที่เป็นความสูญเสีย ที่เครื่องจักรอันเนื่องมาจาก การที่เราทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ของเรา และยังเป็นการสูญเสีย ที่เกิดกับแรงงานด้วย เพราะการที่เราจะวัด หรือตรวจสอบนั้นต้องใช้คน การทดสอบต่างๆ นั้นไม่ก่อให้เกิดคุณภาพที่ดีได้ เพราะเป็นสิ่งที่เราผลิตไปแล้ว เราต้องสร้างให้ผลิตภัณฑ์นั้น มีคุณภาพในตอนที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้น เกิดไม่ใช้มาดูตอนที่ของออกมาแล้ว และลูกค้าเราไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อระบบการทดสอบ ลูกค้าอาจพอใจในห้องทดสอบ อุปกรณ์ทดสอบของเรา แต่หากเราส่งของที่ไม่มีคุณภาพ ไปให้ลูกค้าแล้วนั้นก็ไม่มีความหมายใดๆ ดังนั้นการที่เราทดสอบมากๆ ต้นทุนของเราก็สูงขึ้นเอง เราต้องทำการทดสอบ เท่าที่จำเป็นแต่สามารถ ที่จะยืนยันได้ว่า ของที่เราผลิตได้นั้นคือของดี

ความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
1.ความสูญเสียจากการใช้พลังงานไม่คุ้มค่า
ความสูญเสียนี้ เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ในสภาพการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากราคาค่าพลังงาน มีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน ทำให้มีผลต่อต้นทุนมากขึ้น เราต้องกลับมาดูว่า การใช้พลังงานของเรา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ ในเครื่องจักรของเรา มีจุดใดที่มีการรั่วไหลออกไปของพลังงานหรือไม่ เราสามารถนำสิ่งที่เราทิ้งออกไป กลับมาเป็นพลังงานรูปอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตอีกได้หรือไม่ ในการดำเนินการเรื่องพลังงานนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องของการลงทุน และจุดคุ้มทุน ว่าเราสามารถคืนทุนได้ในเวลากี่ปี เนื่องจากบางที่หลังจากที่ทำการคำนวณว่าคุ้มแล้ว พอมาใช้งานจริง อาจไม่คุ้มก็ได้ เพราะลืมทำการคำนวนบางอย่างเช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายในการโอเวอร์ฮอร์ ค่าอะไหล่ต่างๆ เพราะโครงการพวกนี้ ใช้เงินลงทุนที่มาก แต่บางครั้งไม่ประสบความสำเร็จ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องของการความตระหนักร่วมกัน ของคนในองค์กร ถึงการลดการใช้พลังงาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ลงทุนไม่มาก แต่สามารถเห็นผลได้แบบทันที และรับประกันความเสี่ยงได้เลยว่าไม่มี เช่นโครงการปิดไฟคนละดวง ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งานเป็นคน บางองค์กรทำแต่เรื่องพวกนี้ ไม่ได้ลงทุนมากมาย แต่ให้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

ความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุ
1.ความสูญเสียจากการที่เราเลือกใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสม
ความสูญเสียที่เกิดจาก การที่เราเลือกใช้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพ เพื่อมาทำการผลิตของให้เรา หากวัตถุนั้นไม่มีคุณภาพ เราก็ไม่สามารถที่จะได้ของที่มีคุณภาพออกมา เช่นเดียวกัน การเลือกใช้วัสดุนี้นั้น มีความหมายได้สองทางคือ วัสดุที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด อันนี้ยังง่ายต่อการใช้งาน หรือการจัดการ แต่ถ้าเป็นการใช้วัสดุ ที่มีคุณสมบัติที่ไม่สม่ำเสมอแล้ว การควบคุมจัดการ จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก หากคิดว่าการลดต้นทุน โดยการเลือกใช้ของที่ไม่มีคุณภาพแล้ว ขอให้คิดดูให้รอบคอบอีกครั้ง เราอาจต้องทำการทดลองซ้ำๆ หลายๆ ครั้งเพื่อให้แน่ใจว่า สามารถใช้ทดแทนได้จริง เพราะเราอาจพบกับความสูญเสียอย่างอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย หากเลือกเดินทางผิด

ความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์
1.ความสูญเสียจากการใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มที่
ความสูญเสียที่เกิดจาก การที่ไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ได้อย่างเต็มที่ หากเป็นเครื่องจักร อาจเกิดจากการที่ขาดการบำรุงรักษา ทำให้อายุการใช้งานของเครื่องจักรนั้นๆ สั้นลง เหมือนกับรถยนต์ จะเห็นว่าบางคันถึงแม้นจะเก่า แต่ใช้งานได้ดี ในขณะที่บางคันสภาพไม่ดี หรืออาจเกิดจากการคาดการขาย ที่ไม่ถูกต้องทำให้ไม่ต้องเดินเครื่องจักรที่ซื้อมา หรือจากเกิดจาก การที่ต้องซื้อเครื่องมือนั่น มาช่วยในการผลิต แต่ใช้เพียงครั้งเดียว หรือนานๆ ใช้ที เราไม่ได้ใช้มันอย่างเต็มที่ เช่นเครื่องมือที่ใช้ในการสอบเทียบต่างๆ หากมีการสอบเทียบน้อย ก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ ซื้อมาเก็บเสียเป็นส่วนใหญ่